Home Blog

สร้างหุ่นสวยแบบไม่ฝืนใจ ด้วย 8 นิสัยทำได้ทุกวัน

0

สร้างหุ่นสวยแบบไม่ฝืนใจ ด้วย 8 นิสัยทำได้ทุกวัน

หลายคนคิดว่าถ้าอยากมีหุ่นในฝัน ต้องโหมออกกำลังกายหนัก ๆ หรือคุมอาหารแบบสุดโต่งเท่านั้น แต่ความจริงคือนิสัยเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน ต่างหากที่เปลี่ยนรูปร่างได้จริงในระยะยาว วันนี้เราเลยรวบรวม 8 พฤติกรรมง่าย ๆ ที่ทำต่อเนื่องแล้วเห็นผลภายใน 90 วัน ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องหักดิบ และยังเข้ากับไลฟ์สไตล์สาวยุคใหม่ที่ทั้งงานยุ่งและเวลาน้อย แต่ยังอยากดูดีแบบยั่งยืน

ดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอน 1 แก้วใหญ่

เริ่มวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง 1 แก้วใหญ่ทันทีหลังตื่นนอน เป็นนิสัยง่าย ๆ ที่ได้ผลเกินคาด เพราะช่วยปลุกระบบเผาผลาญให้เริ่มทำงาน กระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้น ลดอาการบวมน้ำ ทำให้หน้าท้องดูแบนขึ้นตั้งแต่เช้า แถมยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูสดใสขึ้นอีกด้วย

เคี้ยวอาหารให้ช้าลงและนานขึ้น

สมองของเราต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึงจะรับรู้ว่าอิ่ม ดังนั้นการกินเร็วเกินไปจึงทำให้เผลอกินเกินโดยไม่รู้ตัว ลองปรับพฤติกรรมด้วยการเคี้ยวให้ช้าลงและละเอียดขึ้น นอกจากจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดโอกาสการกินเกินความจำเป็น (overeating) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย

เพิ่มโปรตีนในมื้อเช้า

ลองเปลี่ยนมื้อเช้าจากขนมปังหรือปาท่องโก๋ มาเป็นไข่ต้มหรือกรีกโยเกิร์ตแทน การเริ่มต้นวันด้วยโปรตีนคุณภาพดีจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ลดอาการหิวจุกจิกระหว่างวัน และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเผาผลาญไขมัน ทำให้ร่างกายใช้พลังงานได้ดีขึ้นตลอดวัน

กฎเดิน 10 นาทีหลังมื้ออาหาร

แทนที่จะนั่งหรือนอนทันทีหลังกินเสร็จ ลองลุกขึ้นเดินช้า ๆ ประมาณ 10 นาที การขยับตัวเบา ๆ แบบนี้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดการพุ่งของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง เป็นทริคง่าย ๆ ที่สาวออฟฟิศทำได้จริง แค่เดินรอบออฟฟิศหรือขึ้นลงบันไดเบา ๆ ก็ช่วยได้แล้ว

ลดน้ำหวานเหลือเพียงวันละ 1 แก้ว

ถ้ายังตัดของหวานไม่ได้ทันที ลองเริ่มจากลดขนาดแก้ว ลดระดับความหวาน หรือสั่งหวานน้อยลงเรื่อย ๆ แทน น้ำตาลส่วนเกินคือหนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้ร่างกายสะสมไขมัน โดยเฉพาะช่วงเอวและหน้าท้อง เมื่อคุณค่อย ๆ ลดน้ำตาลลงได้ ระดับอินซูลินจะนิ่งขึ้น และร่างกายจะเริ่มดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนค่อย ๆ กระชับและลีนขึ้นแบบไม่ต้องฝืนตัวเองมากเกินไป

จัดระเบียบการนอนให้คงที่

การนอนให้เร็วและหลับลึกไม่ใช่แค่เรื่องพักผ่อน แต่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนควบคุมความหิวโดยตรง เมื่อเรานอนพอ ร่างกายจะรักษาสมดุลของ เลปติน (ฮอร์โมนอิ่ม) และ เกรลิน (ฮอร์โมนหิว) ได้ดีขึ้น แต่ถ้านอนน้อย ระดับเกรลินจะพุ่ง ทำให้หิวบ่อย อยากของหวาน และควบคุมตัวเองยากขึ้น ดังนั้นการนอนคุณภาพดีวันละ 7–8 ชั่วโมง จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีลดน้ำหนักที่ง่ายและได้ผลที่สุดแบบไม่ต้องฝืนเลย

ขยับร่างกายแบบ Non-Exercise

ลองเพิ่มการขยับตัวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น เช่น สลับมายืนทำงานบ้าง เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ หรือทำงานบ้านเองแทนการนั่งเฉย ๆ กิจกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้เมื่อรวมกันตลอดทั้งวัน สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการออกกำลังกายหนัก ๆ แค่ชั่วโมงเดียวด้วยซ้ำ และที่สำคัญคือทำได้ทุกวันแบบไม่ต้องฝืนตัวเอง

จดบันทึกสิ่งที่กิน

การจดบันทึกอาหารไม่ใช่เพื่อกดดันตัวเองเรื่องแคลอรี แต่เพื่อสร้าง “สติ” ให้รู้ว่าวันนี้เรากินอะไรไปบ้าง เมื่อเห็นภาพรวมชัดเจน เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นในมื้อถัดไป ลดของที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายลงแบบอัตโนมัติ และค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องฝืนตัวเอง

เปิดลิสต์ 7 สิ่งต้องทำวันตรุษจีน เสริมดวงการเงินให้ปังทั้งปี

0

เปิดลิสต์ 7 สิ่งต้องทำวันตรุษจีน เสริมดวงการเงินให้ปังทั้งปี

วันตรุษจีนคือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน และเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่มีความหมายมาก คนจีนเชื่อกันว่า ถ้าเริ่มปีด้วยสิ่งดี ๆ พลังดี ๆ จะส่งผลให้ทั้งปีเต็มไปด้วยโชคลาภ ความเฮง และความเป็นสิริมงคล เพราะฉะนั้นใครอยากเปิดปีแบบปัง ๆ ห้ามพลาด! วันนี้เราเลยรวบรวม 7 สิ่งที่ควรทำในวันตรุษจีน เพื่อเสริมดวง รับทรัพย์ และเรียกความโชคดีให้เข้ามาตลอดปีแบบจัดเต็ม

ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปิดปีให้เฮงตั้งแต่เช้า

เริ่มต้นวันตรุษจีนด้วยการไหว้เทพเจ้า เจ้าที่ และบรรพบุรุษ เพื่อแสดงความกตัญญูและขอพรให้ชีวิตราบรื่นตลอดปี โดยนิยมขอพรเรื่องสุขภาพ การงาน การเงิน และความสงบสุขในครอบครัว ความเชื่อโบราณบอกว่าหากไหว้ในช่วงเช้ามืดหรือช่วงเช้า จะช่วยเปิดรับโชคลาภและพลังดี ๆ ตั้งแต่ต้นปี เหมือนเป็นการตั้งต้นพลังบวกให้ชีวิตเฮงยาว ๆ ไปตลอดทั้งปี

ทำความสะอาดบ้าน เคลียร์พลังเก่า ต้อนรับโชคใหม่

ก่อนถึงวันตรุษจีน ควรจัดบ้านให้สะอาด เป็นระเบียบ เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเปิดทางรับพลังใหม่ ๆ เข้ามา เปรียบเหมือนการรีเซ็ตชีวิตให้พร้อมเริ่มต้นปีแบบสดใส แต่เมื่อถึงวันตรุษจีนแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการกวาดบ้านหรือทิ้งขยะ เพราะมีความเชื่อว่าอาจเป็นการกวาดโชค และทรัพย์สินออกจากบ้าน ควรเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนวันจริง จะได้รับความเฮงแบบเต็ม ๆ

ใส่เสื้อผ้าสีมงคล เติมพลังเฮงตั้งแต่ต้นปี

วันตรุษจีนถือเป็นวันเริ่มต้นใหม่ การเลือกใส่เสื้อผ้าสีมงคลจึงช่วยเสริมพลังบวกและความเป็นสิริมงคลให้ชีวิตได้ เช่น สีแดง แทนความเฮงและความสำเร็จ สีทอง สื่อถึงความมั่งคั่งร่ำรวย และสีชมพู ช่วยเสริมเสน่ห์และความรัก ควรหลีกเลี่ยงสีดำและสีขาว เพราะในความเชื่อจีนเป็นสีที่เกี่ยวข้องกับความโศกเศร้าและการไว้ทุกข์ เลือกสีดี ๆ ตั้งแต่เช้า ก็เหมือนตั้งใจเปิดปีด้วยพลังที่ดีทั้งปี

พูดดี คิดดี รับปีใหม่แบบเฮงๆ

ในวันตรุษจีน คำพูดถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีความเชื่อว่าสิ่งที่เราพูดในวันนี้จะส่งผลไปตลอดทั้งปี ดังนั้นควรเลือกพูดแต่คำมงคล คำอวยพร และเรื่องราวดี ๆ หลีกเลี่ยงคำหยาบ การทะเลาะ หรือการพูดถึงเรื่องโชคร้าย เพื่อให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยพลังบวก และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความราบรื่นและเป็นสิริมงคล

มอบอั่งเปา ส่งต่อความเฮงทั้งผู้ให้และผู้รับ

การให้อั่งเปาในวันตรุษจีนไม่ได้เป็นแค่ธรรมเนียม แต่ยังสื่อถึงการส่งต่อโชคลาภ ความมั่งคั่ง และพลังมงคลให้กัน ผู้ให้เชื่อว่าจะได้บุญและเสริมดวงการเงิน ส่วนผู้รับก็รับพลังบวกไปเต็ม ๆ ตลอดปี แนะนำให้ใส่ธนบัตรใหม่ และเลือกจำนวนเงินที่มีความหมายดี เช่น เลข 8 สื่อถึงความร่ำรวย และเลข 9 แทนความก้าวหน้า เพื่อเสริมสิริมงคลให้มากยิ่งขึ้น

กินอาหารมงคล เติมความเฮงตั้งแต่ต้นปี

วันตรุษจีนอย่าลืมเลือกทานอาหารที่มีความหมายดี ๆ เพื่อเสริมโชคและความมั่งคั่งตลอดปี เช่น ปลา สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์เหลือกินเหลือใช้ ส้ม แทนโชคลาภและความเฮง เกี๊ยว เปรียบเหมือนเงินทองไหลมาเทมา และบะหมี่ ที่สื่อถึงอายุยืน สุขภาพแข็งแรง เริ่มต้นปีด้วยเมนูมงคล ก็เหมือนเปิดทางให้สิ่งดี ๆ เข้ามาทั้งปี

เริ่มต้นสิ่งดี ๆ เปิดประตูสู่ความสำเร็จทั้งปี

วันตรุษจีนถือเป็นจังหวะทองของการเริ่มต้นใหม่ ลองใช้โอกาสนี้ตั้งเป้าหมายชีวิต วางแผนการเงิน เริ่มโปรเจกต์ที่ตั้งใจไว้ หรือทำบุญบริจาคเพื่อเสริมพลังบวก เชื่อกันว่าการเริ่มต้นปีด้วยความตั้งใจดีและการกระทำที่เป็นมงคล จะช่วยเปิดทางให้ความสำเร็จไหลลื่น และทำให้สิ่งที่หวังไว้เดินหน้าได้ง่ายขึ้นตลอดทั้งปี

แหล่งที่มา : www.sanook.com

โรงงานอาหารเสริมแบบไหน ที่เหมาะกับการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน

0
โรงงานอาหารเสริม

โรงงานอาหารเสริมแบบไหน ที่เหมาะกับการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน

การเลือกโรงงานอาหารเสริมเปรียบเสมือนการเลือกพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ หากเลือกโรงงานที่มีมาตรฐานและประสบการณ์ ก็จะช่วยให้แบรนด์เติบโตได้อย่างมั่นคง แต่หากเลือกผิดอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

โรงงานอาหารเสริม

มาตรฐานโรงงานอาหารเสริมที่ควรมี

โรงงานอาหารเสริมที่ดีควรได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น

  • GMP (Good Manufacturing Practice)
  • HACCP
  • ISO
  • ระบบการผลิตที่ผ่านการรับรองจาก อย.

มาตรฐานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโรงงานมีระบบการผลิตที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และควบคุมคุณภาพได้ในทุกขั้นตอน

ความสำคัญของทีม R&D และการควบคุมคุณภาพ

โรงงานอาหารเสริมที่มีทีมวิจัยและพัฒนา จะสามารถช่วยคิดค้นสูตรที่แตกต่าง ปรับสูตรให้ตรงกับเทรนด์ตลาด และเลือกใช้สารสกัดที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งช่วยเพิ่มจุดขายให้กับแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ระบบควบคุมคุณภาพ (QC) ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทุกล็อตมีคุณภาพเหมือนกัน ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือเกิดข้อร้องเรียนจากลูกค้า

โรงงานอาหารเสริมที่ดี คือพาร์ตเนอร์ระยะยาว

โรงงานอาหารเสริมที่มีคุณภาพ ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ผลิตสินค้า แต่ควรเป็นที่ปรึกษาช่วยให้คำแนะนำตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนการผลิตไปจนถึงการขยายตลาดในอนาคต เพื่อให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน

7 ผลไม้วิตามินซีสูงกว่าส้ม ภูมิคุ้มกันมาเต็ม

0

7 ผลไม้วิตามินซีสูงกว่าส้ม ภูมิคุ้มกันมาเต็ม

พูดถึงผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หลายคนคงนึกถึงส้มเป็นอย่างแรก ซึ่งก็ไม่ผิดเลยเพราะข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่าส้ม 100 กรัม ให้วิตามินซีประมาณ 50–60 มิลลิกรัม แต่รู้ไหมว่ายังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่อัดแน่นด้วยวิตามินซีมากกว่าส้มเสียอีก ใครที่อยากเพิ่มภูมิคุ้มกันหรือเปลี่ยนรสชาติจากเมนูเดิม ๆ มาลองส่องลิสต์ผลไม้ขุมพลังวิตามินซีเหล่านี้กันดู รับรองว่าดีต่อสุขภาพและไม่จำเจแน่นอน

ฝรั่ง

ฝรั่งถือเป็นผลไม้ตัวท็อปด้านวิตามินซีเลยก็ว่าได้ โดยข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่าฝรั่ง 100 กรัมให้วิตามินซีสูงถึงประมาณ 160 มิลลิกรัม มากกว่าส้มถึง 3 – 4 เท่า ซึ่งวิตามินซีส่วนใหญ่อยู่ที่เปลือก นอกจากนี้ฝรั่งยังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่ช่วยบำรุงผิวและสายตา รวมถึงฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ

มะละกอ

มะละกอสุกเป็นผลไม้ใกล้ตัวที่อัดแน่นด้วยประโยชน์ โดยเนื้อที่กินได้ 100 กรัม ให้วิตามินซีประมาณ 60 – 70 มิลลิกรัม ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวดูแข็งแรงสดใส จุดเด่นของมะละกอคือเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ พร้อมไฟเบอร์สูงที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

ลิ้นจี่

ลิ้นจี่เป็นผลไม้อีกชนิดที่อุดมด้วยวิตามินซีสูงไม่แพ้ส้ม แถมยังมีสารประกอบฟีนอลิกและโพลีฟีนอลในปริมาณมาก ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงตับ และส่งเสริมสุขภาพหัวใจได้ดี อย่างไรก็ตาม ลิ้นจี่มีน้ำตาลค่อนข้างสูงกว่าผลไม้บางชนิด จึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ

กีวี

กีวีเนื้อสีเขียวรสหวานอมเปรี้ยว 1 ผล ให้วิตามินซีสูงประมาณ 70–90 มิลลิกรัม มากกว่าส้มทั่วไป จึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของอาการหวัดได้ดี นอกจากนี้ยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบ และมีไฟเบอร์สูงช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เป็นผลไม้ไซซ์เล็กแต่คุณประโยชน์แน่น

มะขามป้อม

อย่าให้ขนาดลูกเล็กหลอกตา เพราะมะขามป้อมคือแชมป์วิตามินซีตัวจริง โดยให้วิตามินซีสูงถึงประมาณ 276 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม จุดเด่นคือมีสารธรรมชาติที่ช่วยชะลอการสลายตัวของวิตามินซี ทำให้ยังคงคุณค่าได้ดีแม้ผ่านความร้อน จึงไม่น่าแปลกใจที่มะขามป้อมถูกใช้ในตำรับสมุนไพรไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แก้ไข้ ขับเสมหะ และบรรเทาอาการหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวที่ให้วิตามินซีสูงกว่าส้มเล็กน้อย แค่ทานสดประมาณ 1 ถ้วย ก็เพียงพอต่อความต้องการวิตามินซีในหนึ่งวันแล้ว นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างแอนโทไซยานินและกรดเอลลาจิก ที่ช่วยลดการอักเสบและอาจลดความเสี่ยงของมะเร็ง อีกทั้งยังมีงานวิจัยพบว่าสตรอว์เบอร์รีช่วยลดไขมันในเลือด จึงดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด เหมาะทั้งสายสุขภาพและสายของหวานแบบไม่รู้สึกผิดเลย

แบล็กเคอร์แรนท์

แบล็กเคอร์แรนท์ ผลไม้ตระกูลเบอร์รีสีม่วงเข้มเกือบดำเป็นอีกหนึ่งตัวท็อปด้านสารอาหาร โดยแบล็กเคอร์แรนท์สด 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึงประมาณ 181 มิลลิกรัม ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยดูแลหัวใจ ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ พร้อมสารแอนโทไซยานินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และบำรุงสุขภาพโดยรวม

แหล่งทีมา : health.kapook.com

7 วิธีดูแลดวงตาง่าย ๆ ป้องกันตาแห้ง ต้อกระจก

0

7 วิธีดูแลดวงตาง่าย ๆ ป้องกันตาแห้ง ต้อกระจก

ดวงตาไม่ใช่แค่หน้าต่างของหัวใจ แต่ยังเป็นอาวุธสำคัญในการทำงานและใช้ชีวิตของคุณผู้หญิงยุคนี้ ทว่าในวันที่เราต้องสลับจ้องคอม มือถือ และแท็บเล็ตแทบทั้งวัน ปัญหาตาแห้งและต้อกระจกที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องของผู้สูงวัยกลับเริ่มมาเยือนเร็วกว่าที่คิด วันนี้เรารวม 7 เทคนิคดูแลดวงตาง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันตาแห้งและลดความเสี่ยงต้อกระจกก่อนวัย ให้ดวงตายังใสปิ๊ง แข็งแรง พร้อมลุยทุกวันได้ยาว ๆ

กฎ 20-20-20 ด่านแรกของการถนอมสายตา

สำหรับสาวออฟฟิศที่ต้องจ้องจอทั้งวัน วิธีดูแลง่ายที่สุดคือการพักสายตาแบบ 20-20-20 ทุกทำงานครบ 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอ แล้วมองไปไกลประมาณ 20 ฟุต นาน 20 วินาที วิธีนี้ช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อตา กระตุ้นการกระพริบตา และลดอาการตาแห้งหรือระคายเคืองได้ดีมาก ทำบ่อย ๆ ระหว่างวัน ดวงตาจะสบายขึ้นแบบรู้สึกได้เลย

แว่นกันแดด ไอเทมชะลอวัยให้ดวงตา

อย่าเพิ่งคิดว่าต้อกระจกเป็นเรื่องของคนอายุเยอะเท่านั้นนะ เพราะความจริงแล้ว รังสียูวีคือผู้ร้ายตัวจริงที่เร่งให้เลนส์ตาเสื่อมเร็วขึ้น สาว ๆ ควรใส่แว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV400 ทุกครั้งที่ออกแดด ไม่ว่าจะเดินเล่น เข้าคาเฟ่หรือขับรถ เพราะนอกจากจะช่วยถนอมดวงตาแล้ว ยังลดความเสี่ยงต้อกระจกก่อนวัย และช่วยให้ดวงตาดูสดใสแข็งแรงไปได้นานขึ้นอีกด้วย

เติมความชุ่มชื้นให้ดวงตาจากข้างใน ด้วยอาหารที่ใช่

การดูแลดวงตาไม่ได้จบแค่ภายนอก การกินก็สำคัญไม่แพ้กัน คุณสาว ๆ ควรเพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า 3 อย่างปลาทะเล ถั่ว หรือเมล็ดพืชต่าง ๆ เพราะช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำตาได้ดีขึ้น ลดอาการตาแห้งได้จริง พร้อมเสริมด้วยผักผลไม้ที่มีลูทีนและซีแซนทีนเช่น ผักบุ้ง ฟักทอง ที่ช่วยบำรุงเลนส์ตาให้ใส แข็งแรง และลดความเสี่ยงต้อกระจกในระยะยาว

จัดทิศทางลมแอร์ให้ถูก ตาไม่แห้งโดยไม่รู้ตัว

หลายครั้งที่อาการตาแห้งไม่ได้เกิดจากหน้าจอ แต่เป็นเพราะลมแอร์ที่เป่าปะทะดวงตาโดยตรง ไม่ว่าจะนั่งทำงานในออฟฟิศหรือขับรถ คุณผู้หญิงควรปรับช่องแอร์ให้หลบหน้าและดวงตา เพราะลมเย็นจะทำให้น้ำตาที่เคลือบผิวตาระเหยเร็วขึ้น จนเกิดอาการแสบตา ระคายเคือง หรือตาอักเสบได้ง่าย การเปลี่ยนมุมแอร์เล็กน้อย ช่วยถนอมดวงตาได้มากกว่าที่คิดเลย

ดื่มน้ำให้พอ นอนให้พอ ดวงตาจะฟื้นตัวเองได้

น้ำเปล่าถือเป็นตัวช่วยง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง การดื่มน้ำวันละประมาณ 8–10 แก้ว จะช่วยคงความชุ่มชื้นให้เยื่อบุตา ลดอาการตาแห้งได้จากภายใน ควบคู่กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะช่วงที่เราหลับลึกคือเวลาที่ดวงตาได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ช่วยลดอาการตาบวม ความอ่อนล้า และทำให้ตาดูสดใสขึ้นแบบรู้สึกได้ในเช้าวันถัดไป

ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่ารอให้สาย

อย่ารอจนมองไม่ชัดหรือปวดตาบ่อยแล้วค่อยไปหาหมอ การตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้คุณสาว ๆ รู้ทันสัญญาณเริ่มต้นของต้อกระจก ตาแห้ง หรือความผิดปกติอื่น ๆ ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปัจจุบันการตรวจตาทำได้รวดเร็ว แม่นยำ และไม่ยุ่งยาก การเช็กก่อนเกิดปัญหา คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยถนอมดวงตาให้ใสปิ๊ง ใช้งานได้ดีไปอีกยาว ๆ

แหล่งที่มา : www.sanook.com

เครื่องดื่มช่วยให้นอนหลับง่าย ไม่ต้องนับแกะ

0

เครื่องดื่มช่วยให้นอนหลับง่าย ไม่ต้องนับแกะ

นอนเท่าไหร่ก็ไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อย หรือสมองยังคิดไม่หยุดก่อนนอน เชื่อว่าหลายคนกำลังเจอปัญหานี้อยู่ใช่ไหม รู้หรือไม่ว่าการดื่มอะไรบางอย่างก่อนนอน อาจช่วยให้ร่างกายและสมองผ่อนคลาย พร้อมเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้ง่ายขึ้น วันนี้เรารวมเครื่องดื่มที่ช่วยให้นอนหลับสบาย หาดื่มง่าย มาให้ลองเลือกดื่มก่อนนอนกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

นมอุ่น

เครื่องดื่มคลาสสิกที่ได้ผลเสมอ ในนมมีทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเมลาโทนิน ฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ ยิ่งดื่มแบบอุ่น ๆ จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อุณหภูมิร่างกายค่อย ๆ ลดลง ทำให้เกิดความง่วงตามธรรมชาติ

โกโก้หรือช็อกโกแลตร้อน

โกโก้รสเข้มแบบไม่หวานจัด ไม่เพียงช่วยให้อารมณ์ดี แต่ยังมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลาย หลับง่ายขึ้น แถมยังช่วยกระตุ้นเอ็นดอร์ฟินและเซโรโทนิน ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นก่อนเข้านอน

น้ำผึ้งผสมมะนาว

เครื่องดื่มรสเปรี้ยวหวานที่ช่วยปลอบร่างกายก่อนนอน ความหวานธรรมชาติจากน้ำผึ้งช่วยลดความเหนื่อยล้า ส่วนมะนาวช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดี ลดอาการแน่นท้อง นอนสบายขึ้น และยังช่วยให้ตื่นมาขับถ่ายดีในตอนเช้าอีกด้วย

ชาคาโมมายล์

แม้จะชื่อว่าชาแต่ไม่มีคาเฟอีน ชาคาโมมายล์ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นหอมที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย หลายคนเลือกดื่มก่อนนอนเพื่อลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับลึกขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์เสริม เช่น ช่วยบำรุงหัวใจ ลดอาการปวดประจำเดือน และดูแลผิวอีกด้วย

น้ำมะพร้าวสด

น้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดความตึงเครียดของร่างกาย รวมถึงวิตามินบีที่ช่วยลดระดับความเครียด ดื่มแล้วสดชื่น ผ่อนคลาย เหมาะมากสำหรับช่วงเย็นถึงก่อนนอน

กล้วยปั่นอัลมอนด์

สายสมูทตี้ต้องลอง กล้วยมีแมกนีเซียมและโพแทสเซียมช่วยคลายกล้ามเนื้อ ส่วนอัลมอนด์มีทริปโตเฟนและเมลาโทนิน ที่ช่วยลดความกังวล เมนูนี้ช่วยให้อิ่มสบาย ไม่หิวกลางดึก และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

แหล่งที่มา : sistacafe.com

6 อาหารสายสุขภาพ บำรุงความจำ เสริมสมาธิ ลดเครียดอย่างเป็นธรรมชาติ

0

6 อาหารสายสุขภาพ บำรุงความจำ เสริมสมาธิ ลดเครียดอย่างเป็นธรรมชาติ

เคยไหมอ่านหนังสือเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัว ทำงานแป๊บเดียวก็หลุดโฟกัส หรือรู้สึกสมองล้าแบบคิดอะไรไม่ออก? จริง ๆ แล้วคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่กาแฟแก้วที่สาม แต่อยู่ที่อาหารที่เรากินทุกวันก็ได้

มีงานวิจัยในวารสาร Nutrients (2019) พบว่านักศึกษาที่ทานถั่วและธัญพืชเป็นประจำ มีคะแนนความจำดีกว่ากลุ่มที่ไม่ทานอย่างชัดเจน ตอกย้ำว่ากินดี สมองก็ดีไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมารู้จัก 6 อาหารสายสุขภาพ ที่ช่วยบูสต์สมอง เพิ่มสมาธิ และลดความเครียด หาซื้อง่าย กินได้จริง ควรมีติดตู้เย็นไว้

ไข่ ตัวช่วยส่งสัญญาณประสาทของสมอง

อย่ามองข้ามเมนูเบสิกอย่าง “ไข่” โดยเฉพาะไข่แดงที่อุดมไปด้วย โคลีน (Choline) สารอาหารสำคัญในการสร้าง อะเซทิลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทหลักที่เกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ และสมาธิ

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตัน (2011) พบว่าผู้ที่ได้รับโคลีนในปริมาณสูง มีผลการทดสอบด้านความจำดีกว่ากลุ่มที่ได้รับน้อยอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นอาหารบำรุงสมองที่มีหลักฐานรองรับจริง

ผักใบเขียว เกราะป้องกันสมองเสื่อม

ผักโขม คะน้า หรือผักกาดเขียว คือแหล่งรวมของโฟเลต (วิตามินบี 9) และ วิตามินเค ที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาท ลดการอักเสบ และชะลอความเสื่อมของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัช (2018) ระบุว่า ผู้ที่ทานผักใบเขียวเป็นประจำทุกวัน มีประสิทธิภาพการทำงานของสมองเทียบเท่าคนที่อายุน้อยกว่าถึง 11 ปี

ปลาทะเลไขมันสูง อาหารสมองของจริง

ปลาแซลมอน ปลาทู และปลาซาร์ดีน คือแหล่งชั้นยอดของ โอเมก้า-3 (DHA และ EPA) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นและเป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์สมอง ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาท เพิ่มความจำ และการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน

งานวิจัยจาก Nature Reviews Neuroscience (2016) ระบุว่า การบริโภคโอเมก้า-3 อย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมอง และลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ในระยะยาว

ธัญพืชเต็มเมล็ด พลังงานสมองแบบไม่วูบ

ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง และขนมปังโฮลวีต คือแหล่งของ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ร่างกายย่อยและปล่อยพลังงานออกมาอย่างช้า ๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สมองจึงได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ง่วง ไม่สมองล้า

ถั่วและเมล็ดพืช คุมอารมณ์ สมองจำแม่น

วอลนัท อัลมอนด์ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อุดมไปด้วย วิตามิน E ไขมันดี และแมกนีเซียม ที่ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์ประสาท ลดความเครียด และช่วยให้อารมณ์นิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อสมาธิและความจำในระยะยาว

งานวิจัยยืนยัน: วารสาร Nutrients (2019) พบว่าผู้ที่ทานถั่วและเมล็ดพืชเป็นประจำ มีคะแนนทดสอบด้านความจำดีกว่ากลุ่มที่ไม่ทาน

ดาร์กช็อกโกแลต บูสต์เลือดเลี้ยงสมอง

เลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มี โกโก้ 70% ขึ้นไป เพราะอุดมด้วย ฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง โดยเฉพาะบริเวณ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ ทำให้สมองตื่นตัว คิดไว และโฟกัสดีขึ้น

งานวิจัยยืนยัน: วารสาร Frontiers in Nutrition (2017) รายงานว่าสมรรถนะการทำงานของสมองดีขึ้นอย่างชัดเจน ภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทานดาร์กช็อกโกแลต

แหล่งที่มา : www.sanook.com

หนุ่มเคราต้องรู้ 6 วิธีดูแลผิวหน้าให้หล่อเท่

0

หนุ่มเคราต้องรู้ 6 วิธีดูแลผิวหน้าให้หล่อเท่

หนวดเคราคือของคู่กันกับความเป็นลูกผู้ชาย แต่ถ้าอยากไว้ให้ดูดี เท่ และมีสไตล์จริง ๆ แค่ปล่อยให้ขึ้นอย่างเดียวไม่พอ พื้นฐานสำคัญอยู่ที่ผิวหน้า เพราะผิวที่แข็งแรงจะช่วยให้หนวดขึ้นสวย ไม่คัน ไม่เป็นผื่น และจัดทรงได้ง่าย วันนี้เรารวม 6 วิธีดูแลผิวหน้าที่หนุ่มสายเคราควรรู้ เพื่อให้ลุคดูเนี้ยบ หล่อดุ และพร้อมลุยทุกสถานการณ์

สครับผิวหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

สครับผิวหน้าคือพื้นฐานของหนวดที่ขึ้นสวย ผู้ชายควรสครับผิวหน้าแบบอ่อนโยนสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง เพื่อกำจัดเซลล์ผิวเก่า คราบมัน และสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน เพราะรูขุมขนที่อุดตันคือสาเหตุหลักของหนวดขึ้นไม่เต็ม เกิดหนวดคุด หรือเส้นขนขึ้นไม่สม่ำเสมอ การสครับยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบนใบหน้า ทำให้เส้นหนวดแข็งแรง งอกสวย และดูหนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีน้ำหนักเบา

ผิวที่ชุ่มชื้นคือเบื้องหลังของหนวดสวย หนวดนุ่ม ไม่คัน ผู้ชายควรทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำ โดยเลือกสูตรเนื้อเจลหรือเนื้อบางเบา ซึมไว ไม่อุดตัน เพื่อเติมน้ำให้ผิวใต้หนวด การบำรุงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการคันในช่วงหนวดเริ่มงอก ป้องกันผิวแห้งลอก และทำให้เส้นหนวดขึ้นนุ่ม เป็นทรง และดูสุขภาพดีมากขึ้น

ลงทุนน้ำมันบำรุงหนวดที่มีคุณภาพ

เมื่อหนวดเริ่มยาวขึ้น น้ำมันบำรุงหนวดคือไอเทมจำเป็น ผู้ชายควรเลือกสูตรที่มีน้ำมันธรรมชาติอย่าง Jojoba Oil หรือ Argan Oil เพราะช่วยให้เส้นหนวดนุ่ม เงางาม ไม่แห้งกระด้าง พร้อมบำรุงผิวใต้หนวดไปพร้อมกัน ใช้เป็นประจำหลังล้างหน้า จะช่วยลดอาการคัน ทำให้หนวดดูมีน้ำหนัก เป็นทรง และหล่อเนี้ยบขึ้นชัดเจน

ใช้หวีซี่ถี่สำหรับหนวด

การหวีหนวดเป็นประจำไม่ใช่แค่เรื่องความเรียบร้อย แต่คือการฝึกทรงหนวดให้เข้าที่ ใช้หวีหรือแปรงสำหรับหนวดโดยเฉพาะจะช่วยสางเส้นขนที่พันกัน จัดให้หนวดงอกไปในทิศทางเดียวกัน และกระจายน้ำมันบำรุงให้เคลือบทั่วทุกเส้น การหวีหนวดทุกวันจึงช่วยให้หนวดเป็นทรง ดูมีระเบียบ สมมาตร และเพิ่มลุคหล่อเนี้ยบแบบผู้ชายตัวจริง

กำหนดเส้นขอบหนวดอย่างแม่นยำ

หนวดที่ดูหล่อเนี้ยบไม่ได้วัดกันที่ความยาว แต่วัดกันที่ขอบทรงหนุ่ม ๆ ควรกำหนดกรอบหนวดให้ชัด อย่าปล่อยให้ขึ้นสูงเกินแก้มหรือลงต่ำจนล้ำคอ การโกนขนที่อยู่นอกกรอบออกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเก็บ Neck Line ให้สะอาด จะช่วยให้หนวดดูเป็นระเบียบ คม และเสริมลุคแมน ๆ ให้ดูโปรตั้งแต่แรกเห็น

ทานไบโอติน และโปรตีน

หนวดจะขึ้นแน่น แข็งแรง และดูดีจริง ต้องเริ่มจากการดูแลร่างกายจากข้างใน หนุ่ม ๆ ควรเติมโปรตีนให้เพียงพอจากเนื้อสัตว์ ไข่ และถั่วต่าง ๆ ควบคู่กับสารอาหารอย่าง ไบโอติน (Biotin) ซึ่งเป็นวิตามินบีที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเคราติน โปรตีนหลักของเส้นขน เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารครบ เส้นหนวดจะหนา แข็งแรง และขึ้นสม่ำเสมอ นี่แหละคือวิธีไว้หนวดให้เข้ารูปแบบแมน ๆ ที่ได้ผลจริงในระยะยาว

แหล่งที่มา : www.sanook.com

5 เหตุผลที่การนอนคุณภาพสำคัญกว่าที่คิด

0

5 เหตุผลที่การนอนคุณภาพสำคัญกว่าที่คิด

เคยไหมนอนดึกทีไร ตื่นมาแล้วทั้งง่วง ทั้งหงุดหงิด แถมสมองไม่แล่นเอาเสียเลย คุณหมอจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่าการนอนหลับไม่เพียงพอหรือคุณภาพการนอนต่ำ ไม่ได้ส่งผลแค่ความเหนื่อยในวันถัดไปเท่านั้น แต่หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ยังอาจกระทบต่อสุขภาพกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแบบไม่รู้ตัว

งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นยังยืนยันตรงกันว่าการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ คือพื้นฐานสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตั้งแต่ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ไปจนถึงทำให้ใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างสดใสและมีพลังมากขึ้น เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพการนอนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้เราเลยรวบรวม 5 เหตุผลการนอนคุณภาพสำคัญกว่าที่คิดมาฝากกัน

สมอง และความจำทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การนอนหลับอย่างมีคุณภาพคือการรีเซ็ตสมองชั้นดี เพราะช่วงเวลานอนคือช่วงที่สมองจัดระเบียบความจำ เก็บสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ และดึงความทรงจำเก่ากลับมาใช้งานได้ดีขึ้น ผลลัพธ์คือสมาธิดีขึ้น คิดได้ไวขึ้น วิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ในทางตรงกันข้ามงานวิจัยพบว่าการนอนน้อยหรือนอนหลับไม่มีคุณภาพต่อเนื่อง อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของสมองในระยะยาว และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

ช่วยพัฒนาอารมณ์ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูตัวเองดีที่สุดก็คือตอนนอนหลับ เพราะการนอนที่มีคุณภาพช่วยลดความเครียด ทำให้อารมณ์นิ่งขึ้น และรับมือกับเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้นในแต่ละวัน แต่ถ้านอนน้อยหรือนอนหลับไม่สนิท ร่วมกับความเครียดและความกังวลที่สะสม ก็จะยิ่งทำให้อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ได้ยาก และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน รวมถึงความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวลได้อีกด้วย

หัวใจแข็งแรงขึ้น

การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือการนอนที่ถูกรบกวนบ่อย ๆ ส่งผลเสียต่อหัวใจมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยปกติแล้วช่วงเวลานอนหลับคือช่วงที่หัวใจได้พักและซ่อมแซมตัวเอง ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลดลง แต่หากนอนน้อยหรือนอนไม่สนิท ระบบประสาทที่กระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวจะทำงานถี่ขึ้น ส่งผลให้หัวใจเต้นแรงหรือความดันสูงตลอดคืน และหากเกิดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาหัวใจในระยะยาวได้

ช่วยควบคุมน้ำหนัก และระดับน้ำตาลในเลือด

การนอนหลับให้มีคุณภาพมีส่วนช่วยควบคุมความหิวได้อย่างมาก เพราะการมีวินัยการนอนที่ดีช่วยลดพฤติกรรมนอนดึกและการกินดึกไปพร้อมกัน หากนอนหลับไม่เพียงพอฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว ความอิ่ม และระดับน้ำตาลในเลือดจะทำงานผิดสมดุล ทำให้หิวบ่อย กินเก่งขึ้น และอิ่มยาก ส่งผลให้ควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้น ในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้

เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมและเตรียมพร้อมรับมือกับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เมื่อเราพักผ่อนเพียงพอ ร่างกายจะสามารถตอบสนองต่อการติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นเวลานาน ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง ส่งผลให้ป่วยง่าย ป่วยบ่อยขึ้น เพราะการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการกำจัดเชื้อโรคทำงานช้าลงและลดประสิทธิภาพไปด้วย

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

6 สาเหตุที่ทำให้สิวกลายเป็นรอย

0

6 สาเหตุที่ทำให้สิวกลายเป็นรอย

เป็นสิวไม่กี่วัน แต่รอยดันอยู่กับหน้าไปเป็นเดือนหรือเป็นปี ปัญหานี้หลายคนเจอเหมือนกัน และสาเหตุจริง ๆ ของรอยสิวไม่ได้มีแค่ความอักเสบ แต่เกิดจากพฤติกรรมและสภาพผิวหลายอย่างที่เราอาจไม่รู้ตัว วันนี้มาดูสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้สิวทิ้งรอยไว้ให้ปวดใจ จะได้ป้องกันก่อนเกิดปัญหาซ้ำ

สิวอักเสบลึก ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีมากขึ้น

สิวอักเสบเป็นตัวการอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดรอย เพราะเป็นสิวที่ฝังลึกในผิว เมื่อสิวหายผิวบริเวณนั้นจะเป็นโพรงและต้องสร้างคอลลาเจนจำนวนมากมาซ่อมแซม ส่งผลให้เกิดรอยเข้มหรือ PIH ที่เห็นชัดกว่าสิวแบบอื่น

ปล่อยให้สิวอยู่นานเกินไป

สิวที่ค้างอยู่ในผิวเป็นเวลานาน ทำให้รูขุมขนขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสิวหลุดออก ผิวต้องผลิตคอลลาเจนเพิ่มเพื่อเติมเต็มบริเวณที่เป็นโพรง จึงเกิดเป็นรอยสีเข้มชัดกว่าปกติ

แกะ บีบสิวจนผิวเป็นแผล

พฤติกรรมยอดฮิตที่ทำให้เกิดรอยสิวมากที่สุด การบีบสิวด้วยมือหรืออุปกรณ์ที่ไม่สะอาด ทำให้ผิวฉีกขาด เกิดการอักเสบมากขึ้น และมักมีเลือดออกตามมา ซึ่งทำให้รอยเข้มและรอยแผลเป็นเกิดง่ายและหายช้ามาก

เลือดออกตอนสิวหลุด

เวลาสิวปูดจนแตกหรือถูกบีบจนเลือดออก ผิวจะเกิดแผลเปิดเล็ก ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการสมานตัว ช่วงนี้คือจุดที่เกิดเม็ดสีมากขึ้น ทำให้รอยเข้มกว่าปกติ หากเกาหรือโดนซ้ำรอยจะอยู่นานขึ้นไปอีก

รูขุมขนอุดตันเรื้อรัง

สิ่งสกปรก เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และไขมันสะสมในรูขุมขน ทำให้สิวอุดตันเกิดซ้ำบริเวณเดิมบ่อย ๆ เมื่อเราแกะออกอย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสเลือดออกและทิ้งรอยทันที ยิ่งวงจรสิวซ้ำ ๆ ยิ่งสะสมเป็นรอยเข้มหลายจุด

แพ้สกินแคร์หรือเครื่องสำอาง

ผิวแพ้ง่ายหรือได้รับสารระคายเคือง จะทำให้เกิดผื่นแดง สิวเห่อ และทำให้ผิวบางลง เมื่อผิวอ่อนแอ สิวหายช้าขึ้นและเกิดรอยง่ายกว่าเดิม ที่สำคัญหลายคนเผลอแกะเพราะคันหรือรำคาญ ทำให้เกิดรอยเข้มแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

แหล่งที่มา : sistacafe.com